Weaving Our Stories สานสัมพันธ์การทูตสหรัฐฯ-ไทย 190 ปี

ในโอกาสเฉลิมฉลอง 190 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกากับราชอาณาจักรไทย สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ร่วมกับภาคีชาวไทย จัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2566 เพื่อนำเสนอความร่วมมือที่แน่นแฟ้นในหลากหลายด้านของทั้งสองประเทศ โครงการ “สานสัมพันธ์การทูตสหรัฐฯ-ไทย 190 ปี” เป็นกิจกรรมหลักของปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้ โดยร้อยเรียงเส้นด้ายแห่งมิตรภาพระหว่างชาติและประชาชนของเราสองประเทศไว้อย่างลงตัว ผ่านผลงานศิลปะจัดวางในพื้นที่สาธารณะและนิทรรศการอันน่าประทับใจในกรุงเทพมหานคร รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะร่วมกันและการให้ความรู้ต่าง ๆ

โครงการ “สานสัมพันธ์การทูตสหรัฐฯ-ไทย 190 ปี” เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของเอกอัครราชทูตโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค และมีวัตถุประสงค์เพื่อจุดประกายให้เกิดการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป พร้อม ๆ กับเฉลิมฉลองอดีตและสะท้อนภาพอนาคตความสัมพันธ์ของเรา โครงการนี้นำเสนอหัวใจสำคัญของเส้นทาง 190 ปีของเรา และเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างชาติของเราทั้งสองผ่านการบอกเล่าเรื่องราวซึ่งยกย่องเชิดชูเสียงของคนธรรมดาทั่วไป ตลอดจนจัดแสดงผืนผ้าแห่งความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไทยอันงดงามซึ่งถักทอขึ้นโดยผู้คนหลายรุ่น

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือผลงานศิลปะจัดวางในพื้นที่สาธารณะ “Time Owes Us Remembrance กาลเวลา•คืนค่า•หวนรำลึก” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งคุณอแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ ศิลปินชาวไทย-อเมริกัน ได้รังสรรค์ขึ้นหลังจากพูดคุยเชิงลึก ร่วมสร้างสรรค์ผลงานและเยี่ยมเยือนผู้คนมากมายจากชุมชนต่าง ๆ หลายสิบครั้งตลอดปีทั้งในสหรัฐฯ และไทย นิทรรศการสุดพิเศษนี้สำรวจตรวจค้นอนาคตของสตรี ความยั่งยืน สภาพอากาศ และเส้นทาง 190 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ด้วยการผสมผสานการนำเสนอที่น่าสนใจผ่านผืนผ้าของอเมริกาและไทยกับสารคดี ผืนผ้าแห่งมิตรภาพระหว่างสองชาติของเรานี้ถักทอขึ้นจากเส้นด้ายมากมาย และครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาด้านสาธารณสุข หรือการธำรงเสถียรภาพและความปลอดภัยในภูมิภาค

นิทรรศการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 มกราคม ถึง 25 มิถุนายน 2567

อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ (Amanda Phingbodhipakkiya)

อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ เป็นศิลปินที่ทำงานหลายแขนงในย่านบรุกลิน เมืองนิวยอร์กซิตี เธอเกิดที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา มีบิดามารดาเป็นผู้อพยพชาวไทยและอินโดนีเซีย เธอสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวางเพื่อการมีส่วนร่วม สิ่งทอ ประติมากรรม จิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ และแคมเปญศิลปะสาธารณะ

ด้วยการเล่าเรื่องที่ท้าทาย ผลงานของเธอนำผิวสัมผัส ประวัติศาสตร์ และพิธีกรรม มาเป็นกระบอกเสียงให้คนชายขอบ และสร้างพื้นที่คาบเกี่ยวที่เยียวยาและสร้างการเปลี่ยนแปลง

เธอเป็นศิลปิน Jerome Hill Artist Fellow สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2566 และเป็นศิลปินในพำนักของ Poster House และพิพิธภัณฑ์ San Francisco Asian Art Museum ในปี 2565 เธอได้แปลงโฉม Lincoln Center ด้วยผลงาน “GATHER: A series of monuments and rituals” ที่ใช้พิธีกรรม เสียง และศิลปะจัดวางสื่อผสมขนาดใหญ่ เพื่อจารึกความหมายใหม่ให้กับความทรงจำและส่งเสริมการเป็นส่วนหนึ่ง

ในฐานะศิลปินในพำนักของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งนิวยอร์ก ผลงานศิลปะของอแมนด้าในชื่อ “I Still Believe in Our City” ซึ่งเฉลิมฉลองความเข้มแข็งของชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก (AAPI) และปรากฏบนป้ายโฆษณา ป้ายรถประจำทาง อุโมงค์รถไฟใต้ดิน อาคาร การชุมนุม การประท้วง รวมถึงปกนิตยสาร TIME กลายเป็นผลงานที่เข้าถึงผู้ชมนับล้านในนิวยอร์กซิตีและทั่วโลก

ผลงานของอแมนด้าอยู่ในคอลเลกชันถาวรที่พิพิธภัณฑ์ Museum of the City of New York, พิพิธภัณฑ์ Goldwell Open Air Museum, หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ, พิพิธภัณฑ์ Museum of Chinese in America และพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert Museum ในลอนดอน

ในปี 2566 เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการด้านศิลปะและมนุษยศาสตร์ของประธานาธิบดีไบเดน ในการให้คำแนะนำแก่ประธานาธิบดีในการใช้ศิลปะส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.alonglastname.com.

โครงการ “สานสัมพันธ์การทูตสหรัฐฯ-ไทย 190 ปี” ในโอกาสครบรอบ 190 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย นำเสนองานศิลปะอันวิจิตรบรรจงที่สรรค์สร้างขึ้นจากผ้าทอ ทั้งยังบอกเล่าถึงการเดินทางที่ทุ่มเทหลากหลายแง่มุมเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งในพหุวัฒนธรรม ศิลปิน อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ มุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเรียนรู้และสร้างสัมพันธ์กับชุมชนและช่างทอผ้าในสหรัฐฯ และไทยตลอดระยะเวลาหลายเดือน การพบปะกันของพวกเขาเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานของอแมนด้าในประเทศไทย

อแมนด้าขลุกตัวและใช้เวลาพูดคุยกับ “แม่ ๆ” ช่างฝีมือไทยใน 42 ชุมชน ซึ่งต้อนรับเธออย่างอบอุ่น ทำให้เธอได้สำรวจแก่นแท้ของการแสดงออกถึงจิตวิญญาณผ่านเส้นด้ายและผืนผ้า อแมนด้าถักทอประสบการณ์อันน่าประทับใจเหล่านี้ไว้ในผลงานศิลปะจัดวางของเธอที่มีชื่อว่า “Time Owes Us Remembrance กาลเวลา•คืนค่า•หวนรำลึก” แม้จะมีความแตกต่างกันทางภาษา แต่ช่วงเวลาดี ๆ ระหว่างศิลปินกับบรรดาแม่ ๆ (ป้า ๆ และย่ายาย) ก็เป็นแรงบันดาลใจให้แก่อแมนด้า ผลงานศิลปะซึ่งเย็บและถักทอเข้าด้วยกันโดยใช้เทคนิคควิลต์ของอเมริกันนี้ เป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์อันหลากหลายและงดงามระหว่างสหรัฐฯ กับไทย


(คลิกเพื่อขยายแผนที่)

ช่วงค้นคว้า (การทำงานร่วมกับชุมชนทอผ้า)

เรื่องราวเปี่ยมความหมายเหล่านี้รับรู้และถ่ายทอดผ่านสายตาของอแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ ศิลปินในพำนักชาวไทย-อเมริกัน ที่กรุงเทพฯ ในฐานะเส้นด้ายที่ถักทอเรื่องราวของสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน อแมนด้าได้ออกเดินทางไปยัง 42 ชุมชนในทุกภาคทั่วประเทศไทย ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2566 เพื่อสำรวจวัฒนธรรมท้องถิ่นและร่วมเรียนรู้ภูมิปัญญาทอผ้าในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าฝ้าย การทอผ้าไหม การย้อมสีธรรมชาติ การทำผ้าปักชุดโขน การทอผ้าชาวเขา การวาดภาพผ้าบาติก การนำวัสดุพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำ และอื่น ๆ อีกมากมาย อแมนด้ายังได้เดินทางไปพูดคุยและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับชุมชนทอผ้าและควิลท์ในสหรัฐฯ และนำประเพณีของทั้งอเมริกันและไทยเข้ารวมไว้ในผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ ตลอดการเดินทางของเธอ อแมนด้าได้เรียนรู้เทคนิคและแบบแผนที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคของไทย ได้แก่

  • ภาคเหนือ: การปักผ้าของชาวลาหู่และอาข่า การทอผ้าตามแบบของชาวกะเหรี่ยง การย้อมผ้าคราม
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: การทอผ้าไหมแบบดั้งเดิม ผ้าฝ้ายย้อมครามและผ้ามัดหมี่ การย้อมสีและวาดภาพสีธรรมชาติ การทอผ้ากก การทอผ้าไหมแพรวา
  • ภาคตะวันออก: การนำวัสดุพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำ การทอแบบดั้งเดิมโดยใช้เส้นใยใบสับปะรด
  • ภาคใต้: การวาดภาพผ้าบาติ การปักลูกปัด การทอผ้าท้องถิ่น
  • ภาคตะวันตก: การทอผ้าขาวม้าหรือผ้าคาดเอว การปักและทอผ้าไทยทรงดำ
  • ภาคกลาง: การทอผ้าไหม การทำผ้าปักชุดโขน

การร่วมสร้างสรรค์: ไทย-สหรัฐฯ

ศิลปินจัดกิจกรรมร่วมสร้างผลงานกับนักเรียนนักศึกษาชาวไทยในกรุงเทพฯ และชาวอเมริกันในย่านบรุกลินของนิวยอร์ก จากนั้นนำชิ้นงานที่ผู้ร่วมกิจกรรมชาวไทยและอเมริกันสร้างสรรค์ขึ้นมาเย็บติดกันโดยใช้เทคนิคควิลท์แบบอเมริกัน เพื่อสร้างผลงานศิลปะแบบมีส่วนร่วมขนาดเล็กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความงดงามที่หลากหลายในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ที่งานนิทรรศการ “สานสัมพันธ์การทูตสหรัฐฯ-ไทย 190 ปี (Weaving Our Stories)” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ศิลปินในพำนัก

อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ เป็นศิลปินในพำนักของเอส เอ ซี แกลเลอรี ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2566 เพื่อสร้างผลงานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่กินพื้นที่ 3 ชั้นของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผลงานศิลปะจัดวาง “Time Owes Us Remembrance กาลเวลา•คืนค่า•หวนรำลึก” บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าทอ ความยั่งยืน และความสัมพันธ์อันยืนนานระหว่างสหรัฐฯ กับไทย

โยโย่

ชิ้นผ้าที่พองและเล็กเหล่านี้เรียกว่า “โยโย่” ทำขึ้นโดยการนำผ้าทรงกลมมาเนาตามเส้นรอบวง จากนั้นจึงดึงเส้นด้ายเพื่อรูดขอบผ้าเข้าหากันจนแบน เกิดเป็นดอกกุหลาบทรงกลม โยโย่เริ่มเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกาในทศวรรษ 1920 (พ.ศ. 2463-2472) สตรีที่ต้องการประหยัดเงินมักจะทำโยโย่จากเศษผ้า ผ้าปูที่นอนเก่า หรือผ้ากระสอบเหลือใช้ งานผ้าโยโย่ควิลท์ ซึ่งเกิดจากการนำ “ดอกกุหลาบ” แต่ละดอกมาเย็บติดกันเป็นชิ้นงานสำหรับตกแต่ง เป็นงานผ้าที่มีความสร้างสรรค์มากที่สุดประเภทหนึ่งของศตวรรษที่ 20

ขณะที่ศิลปินกำลังสร้างชิ้นงาน “Time Owes Us Remembrance กาลเวลา•คืนค่า•หวนรำลึก” ณ เอส เอ ซี แกลเลอรี ในกรุงเทพมหานคร ชาวไทยที่เยี่ยมชมสตูดิโอหลายคนบอกว่า พวกเขานึกถึงความหลังและดีใจที่ได้เห็นโยโย่เหล่านั้น เพราะทำให้พวกเขาระลึกถึงช่วงเวลาอันมีค่าสมัยเด็กตอนที่ทำโยโย่กับแม่และย่ายายของพวกเขา

ผ้าควิลท์แบบอเมริกัน

ผ้าควิลท์มีประวัติศาสตร์ในชุมชนต่าง ๆ มากมายในสหรัฐฯ คำว่า “ควิลท์” มาจากคำว่า “culcita” ในภาษาละติน หมายถึง ถุงเก็บสัมภาระ ผ้าควิลท์อย่างที่รู้จักกันในสหรัฐฯ แรกเริ่มเดิมทีแล้วเป็นสิ่งของเพื่อการใช้งานอย่างแท้จริง เพราะเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ต้องมีผ้าคลุมเตียงเพื่อให้ความอบอุ่น ผู้ตั้งรกรากที่สหรัฐฯ ในยุคแรก ๆ และทาสที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระทั่วประเทศไม่มีเงินเหลือใช้จนสามารถทิ้งสิ่งของที่ใช้จนเก่าแล้วไปได้ง่าย ๆ พวกเขาต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างประหยัดที่สุด ดังนั้น เมื่อใช้ผ้าห่มจนเก่าแล้ว พวกเขาก็จะปะและนำผ้าไปรวมกับผ้าห่มผื่นอื่น ๆ หรือใช้เป็นไส้ในของผ้าห่มผืนอื่น ในช่วง 100 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2293 ถึง 2393 มีการรวบรวมและปะแต่งผ้าควิลท์หลายพันผืน ผ้าควิลท์ที่ทำขึ้นในช่วงเวลานั้นจำนวนมากได้รับการเก็บรักษาไว้

ผ้าควิลท์หลาย ๆ ผืนเหล่านี้มีความวิจิตรงดงามมาก ต้องใช้เวลาทำและปะแต่งเป็นเวลาหลายปี ปัจจุบันผ้าเหล่านี้ถือเป็นมรดกอันล้ำค่าและได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีในบ้านเรือนและพิพิธภัณฑ์ ผ้าควิลท์ยุคแรก ๆ สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ของการต่อผ้าควิลท์ เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

ผ้ามัดหมี่

มัดหมี่คือกระบวนการสร้างลายผ้าด้วยการใช้เชือกมัดเส้นด้ายหรือไหม (หมี่) ก่อนนำไปย้อมเส้นพุ่งให้เกิดลวดลายตามที่มัดไว้ จากนั้นจึงนำไปทอเป็นผ้าผืนสำเร็จ ผ้ามัดหมี่นิยมทอในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นรูปแบบการทอผ้าที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยมีอายุย้อนกลับไปประมาณ 3,000 ปีก่อน ตั้งแต่เมื่อมีการเลี้ยงไหมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

การผลิตผ้ามัดหมี่จะใช้วิธีการมัดผ้าแบบดั้งเดิมโดยใช้เชือกฝาง หญ้าแห้ง หรือเชือกกล้วย มัดเส้นไหมเป็นเปลาะ ๆ เพื่อกันไม่ให้สีซึมในเส้นไหมเวลาย้อม และทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ หลังจากย้อมสีแล้ว เส้นไหมแต่ละเส้นจะถูกนำมาทอเพื่อสร้างลวดลายต่าง ๆ ยิ่งต้องการสีสันมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องทำกระบวนการดังกล่าวมากครั้งเท่านั้น ทุก ๆ ลวดลายที่ดูเหมือนเรียบง่ายต้องใช้ความละเอียดของช่างฝีมือซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามอย่างมากในการสร้างผลงานแต่ละชิ้น

ผ้าฝ้ายทอมือ

ฝ้ายซึ่งแต่เดิมปลูกกันในหุบเขาสินธุ นำมาใช้ทำเสื้อผ้ามาเป็นเวลาหลายพันปี เนื่องจากมีลักษณะเย็น ซึมซับได้ดี รวมถึงสวมใส่และย้อมสีได้ง่าย คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ฝ้ายเป็นที่นิยมทั่วโลก เส้นใยฝ้ายมักจะนำมาใช้ในสิ่งทอของไทย การทอผ้าฝ้ายเป็นงานฝีมือที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชนทั่วประเทศไทย ปัจจุบัน มีชุมชนทอผ้าเหลืออยู่ไม่มากที่ยังคงมีธรรมเนียมการทอผ้าฝ้าย ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงอายุที่ทอผ้าที่เฉลียงหน้าบ้านในระหว่างฤดูทำนาและดูแลครอบครัว

ฝ้ายที่ใช้ทอผ้าจะปลูกกันในหมู่บ้านหรือใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน ก่อนที่จะนำฝ้ายมาทอ จะต้องนำไปปั่นให้ใยฝ้ายตีเกลียวติดกันเป็นเส้นด้าย โดยอาจปั่นเป็นเส้นบางหรือหนา แน่นหรือหลวมก็ได้ เครื่องทอผ้าคานเหยียบแบบดั้งเดิมจะใช้เพื่อทอผ้าฝ้ายยก ซึ่งมีด้ายยืนและด้ายพุ่งอย่างละกลุ่มเป็นผ้าพื้น และด้ายพุ่งอีกหนึ่งกลุ่มเพื่อทำให้เกิดลวดลาย

วัสดุที่ยั่งยืนจากไทย

ศิลปินนำวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตเสื้อผ้าแฟชันของบริษัทอุตสาหกรรมรามาเท็กซ์ไทล์ในจังหวัดสมุทรปราการมาสร้างความสดใสให้กับชิ้นงาน “Time Owes Us Remembrance กาลเวลา•คืนค่า•หวนรำลึก” โดยเดินทางไปที่โรงงานกว่า 3 ครั้งในปี 2566 เพื่อเลือกเศษด้ายย้อมสีหลายร้อยกลุ่มที่ไม่ผ่านการทดสอบสีและถูกแยกไว้เพื่อนำไปขายให้ผู้ผลิตงานทำมือในประเทศ กระบวนการให้ชีวิตใหม่กับวัสดุเหลือทิ้งนี้ย้ำเตือนให้เราทั้งหลายมองไปรอบ ๆ และคิดอย่างจริงจังถึงวิธีการสร้างสรรค์ในการสร้างความยั่งยืนผ่านการนำวัสดุต่าง ๆ มาใช้ใหม่ในชีวิตของเรา

วัสดุที่ยั่งยืนจากสหรัฐฯ

ศิลปินเสาะหาวัสดุเหล่านี้จากโกดังสินค้าในเขตควีนส์ เมืองนิวยอร์กซิตี ซึ่งมีภารกิจดำเนินงานและส่งเสริมการนำวัสดุเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่เพื่อองค์กรชุมชน โรงเรียน และศิลปินที่ทำงานในประเด็นทางสังคมในพื้นที่นิวยอร์ก ผ้าเหลือใช้เหล่านี้นำกลับมาใช้ประโยชน์จากการจัดกิจกรรม ฉากละคร และสถานที่อื่น ๆ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา ศิลปิน และสมาชิกชุมชน สามารถหาวิธีใช้ผ้าเหล่านี้ได้ใหม่อย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยง การมีส่วนร่วม และความปีติสุข

ราชอาณาจักรไทยเป็นหนึ่งในเพื่อนและพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ชาติที่ยิ่งใหญ่ของเราทั้งสองมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2376 ครั้งที่เราลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ และในปีนี้ เราได้เฉลิมฉลอง 190 ปีแห่งการถักทอผืนผ้าแห่งความร่วมมือของเรา

ตลอดช่วงเวลานั้น ชาติของเรารังสรรค์ผืนผ้าอันสวยสดงดงามที่ทอขึ้นจากเส้นด้ายแห่งการแลกเปลี่ยนการศึกษาและวัฒนธรรม การค้าและการลงทุน การวิจัยทางการแพทย์ ความร่วมมือด้านความมั่นคง และอื่น ๆ อีกมากมาย สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของเราช่วยให้ชาวไทยและชาวอเมริกันมีชีวิตที่ดีขึ้น และเราจะยังคงเดินหน้าสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้แก่ประเทศของเราทั้งสอง และเมื่อร่วมมือกัน เราจะสามารถต่อสู้กับความท้าทายที่มีร่วมกันได้มากยิ่งกว่าที่เราจะทำได้แต่เพียงลำพัง