เอกอัครราชทูตไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี

เอกอัครราชทูตไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563 ให้เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย

เอกอัครราชทูตดีซอมบรีเป็นหนึ่งในผู้บริหารสำนักงานกฎหมายระดับโลก Sullivan and Cromwell ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ. 2562 โดยดำเนินงานด้านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในทวีปเอเชีย เอกอัครราชทูตดีซอมบรีมีประสบการณ์กว่ายี่สิบปีทางด้านการดำเนินการทางกฎหมายและการเจรจาต่อรองให้แก่ลูกความสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ในโครงการการลงทุนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย

เอกอัครราชทูตดีซอมบรีได้ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหรัฐฯ และไทย ด้วยการเข้าพบและหารือกับเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารบ่อยครั้ง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานของทั้งสองประเทศ

ในฐานะเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทยคนแรกที่มาจากภาคเอกชน เอกอัครราชทูตดีซอมบรีให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และไทย โดยได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทสหรัฐฯ และรัฐบาลไทย ได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาคณะใหม่ซึ่งประกอบด้วยผู้นำทางธุรกิจของสหรัฐฯ ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ได้พบกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทุกระดับของรัฐบาลไทยเพื่อแนะนำหนทางที่จะช่วยเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน และได้กำกับดูแลการสร้าง “Deal Teams” ของสถานทูตฯ ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และไทยให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น

เอกอัครราชทูตดีซอมบรีได้ขับเคลื่อนความร่วมมือต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานสหรัฐฯ ในประเทศไทยและรัฐบาลไทย ในการรับมือกับโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาการความก้าวหน้าทางสาธารณสุขระหว่างสองชาติที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

ท่านมีความมุ่งมั่นต่อความสำคัญของเสรีภาพในการนับถือศาสนาและสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ และได้ทำงานร่วมกับผู้นำศาสนาของไทยจากทุกศรัทธาความเชื่อและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าสหรัฐฯ และไทยจะเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำในการส่งเสริมเสรีภาพเหล่านี้ต่อไป นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตดีซอมบรียังมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะช่วยให้มั่นใจว่าบรรดาประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีทางเลือกในการตัดสินใจเกี่ยวกับอธิปไตยของตนและการเข้าถึงทรัพยากรทางธรรมชาติ

เอกอัครราชทูตดีซอมบรีได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นหลายบทความในหนังสือพิมพ์ไทย ซึ่งครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และไทย ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายแบบทวิภาคี และการปกป้องลุ่มน้ำโขงตลอดจนผู้คนที่พึ่งพาลุ่มน้ำดังกล่าว

เอกอัครราชทูตดีซอมบรีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาเศรษฐศาสตร์เชิงปริมาณและปริญญาโทในสาขาเอเชียตะวันออกศึกษาจาก Stanford University รวมทั้งสำเร็จการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ (Juris Doctor) จาก Harvard Law School ปัจจุบันสมรสและมีบุตรทั้งหมดสี่คน