กิ่งทองใบหยก

คุณปีเตอร์ เฮย์มอนด์ อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีสายใยอันลึกซึ้งและเรื่องราวผูกพันกับประเทศที่ตนมาปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ โดยมีตัวเชื่อมคือภริยาซึ่งเป็นคนไทย

อัครราชทูตเฮย์มอนด์และภริยาคือคู่ที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งในประเทศไทย ท่านดำรงตำแหน่งอัครราชทูตที่ปรึกษาคนล่าสุด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสลำดับสองรองจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และท่านก็มิใช่มือใหม่สำหรับประเทศไทย ในงานเลี้ยงต้อนรับซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ท่านได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษสลับกับภาษาไทย และท่านสามารถหันไปถามภริยาว่าจะใช้คำไทยอย่างไรจึงจะเหมาะสมได้อย่างสะดวกสบาย เพราะภริยาของท่านคือคุณดุษฎีเป็นคนไทย

คุณปีเตอร์และคุณดุษฎีแต่งงานกันในช่วงที่คุณปีเตอร์เดินทางมาไทยรอบที่สาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคุณปีเตอร์กับประเทศไทยนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ในตอนนั้น คุณปีเตอร์มีอายุเพียง 7 ขวบและ เดินทางมาไทยพร้อมกับคุณพ่อ ซึ่งเป็นคู่สัญญาทำงานให้รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อใกล้ครบสองปีที่พำนักในเมืองไทย เด็กชายปีเตอร์ก็ได้สั่งสมทักษะภาษาไทยจนสามารถนับเลข 1-100 เป็นภาษาไทยได้แม้จะไม่สามารถใช้โทนเสียงที่ถูกต้อง

ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ห้าที่คุณปีเตอร์เดินทางมาไทย ทัศนคติของท่านที่มีต่ออาหารไทยได้พัฒนาไปมากจากที่เคยมองอาหารไทยอย่างหวาดระแวง ท่านเล่าความหลังพร้อมกับหัวเราะว่า แต่ก่อนท่านไม่ยอมรับประทานอะไรเลยนอกจากข้าวเปล่า “พ่อแม่บอกว่าผมชอบทานแต่อาหารกระป๋อง แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยท่านก็ทำให้ผมเริ่มรู้จักทานผลไม้ไทย ต่อเมื่อผมกลับมาสอนหนังสือที่เมืองไทย และได้พูดคุยและอาศัยใกล้ชิดกับคนไทย ผมจึงพบว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย อาหารไทยเป็นการผสมผสานอย่างชาญฉลาดที่สุดของวัฒนธรรมทางอาหารที่หลากหลาย”

“ในทำนองเดียวกัน ก็เหมือนกับทุกๆ ที่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อผมเริ่มมีเพื่อนและญาติที่เป็นคนไทยและเริ่มมีประสบการณ์จากการที่ได้เห็นรัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัย รวมทั้งได้ใช้ชีวิตในภาคต่างๆ ของไทย ผมคิดว่าผมเรียนรู้มากขึ้นที่จะเข้าใจและมองเห็นคุณค่า ทั้งความงดงามด้านวัฒนธรรมไทยและความท้าทายด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองบางประการของไทย”

เมื่อคุณปีเตอร์เดินทางมาไทยเป็นรอบที่สอง ท่านได้ทำงานเป็นมิชชันนารีและใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องถิ่นหลายปี ต้องขอบคุณประสบการณ์ครั้งนั้นที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยของท่านต่อมา ครั้งนั้น ท่านยังได้เริ่มหัดพูดภาษาไทยด้วย ซึ่งท่านถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง นอกจากการพูดภาษาไทยได้จะทำให้ท่านมองหาเพื่อนคนไทยเมื่อท่านกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ และทำให้ท่านได้พบภริยา (ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่การทูตซึ่งลาราชการไปศึกษาต่อ) การพูดภาษาไทยได้ยังทำให้ท่านอยากมีอาชีพด้านการต่างประเทศด้วย

“คนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มาที่นี่เหมือนผม ไม่ว่าจะมาในฐานะอาสาสมัคร ครู หรือเจ้าหน้าที่หน่วยสันติภาพสหรัฐฯ (Peace Corps) ต่างได้รับประสบการณ์ทั้งนั้น และช่วยให้เราเกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศอื่น ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นความจริงสำหรับคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์ในต่างแดน คนเหล่านี้อาจไม่ได้ตัดสินใจที่จะทำงานด้านต่างประเทศ แต่การที่พวกเขาได้พูดอีกภาษาหนึ่ง และมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับอีกวัฒนธรรมหนึ่ง จะทำให้มุมมองและความเข้าใจที่มีต่อโลกของพวกเขาเปลี่ยนไป”

คำกล่าวที่ว่าไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่และมั่นคงที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เกือบเป็นคำกล่าวที่ซ้ำซากน่าเบื่อ แต่ก็เป็นความจริง ในช่วงเวลา 220 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสหรัฐฯ ประเทศทั้งสองได้ยืนหยัดเคียงคู่กันทั้งในช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่มีปัญหา โดยเฉพาะในยุคหวาดกลัวคอมมิวนิสต์และยุคสงครามเย็น ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ และไทยได้ยึดมั่นในเป้าหมายร่วมกันด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจเมื่อการเมืองยอมเปิดทางให้แก่ธุรกิจ ในขณะเดียวกัน กองทัพไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและได้รับความสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯ มาเป็นเวลาช้านาน

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ทหารเข้ายึดอำนาจ ก็เกิดความแตกแยกทางความคิดเกี่ยวกับคำพูดของสหรัฐฯ ที่พูดถึงรัฐบาลทหารและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัฐบาลทหาร ในฐานะผู้ที่มีความผูกพันกับไทยอย่างลึกซึ้ง คุณปีเตอร์ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยพร้อมหัวใจที่หนักอึ้งที่ได้เห็นความแตกแยกทางการเมืองของเรา

“ครั้งล่าสุดที่ผมมาอยู่เมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทุกสองหรือสามปี และในช่วงที่เกิดรัฐประหารสองสามครั้ง ผมก็อยู่ที่นี่ด้วย ผมจำไม่ได้เลยว่าในช่วงเหล่านั้นมีความแตกแยกในประเทศอย่างที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ สำหรับคนที่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับไทยและหวงแหนมิตรภาพที่มีกับคนไทยอย่างผม ผมไม่สบายใจเลยที่กลับมาพบสิ่งนี้”

ในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวเช่นนี้ บวกกับกระแสจากโลกโซเชียลมีเดีย ได้เกิดกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะไม่รุนแรงแต่ก็มองเห็นได้ ในหมู่ชาวไทยผู้รักชาติที่มองว่าสหรัฐฯ กำลังแทรกแซงกิจการภายในประเทศของเรา

ในเรื่องนี้ คุณปีเตอร์กล่าวว่า “เมื่อสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อนโยบายหรือการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดูเหมือนว่าบางครั้งรัฐบาลจะตีความว่าการแสดงความเห็นของเราเป็นการสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่ง หรือฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐบาล ความรู้สึกเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่ในมุมมองของเรา เราพยายามเต็มที่ที่จะแสดงการสนับสนุนในหลักการ ไม่ใช่สนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากคุณย้อนกลับไปดูข้อมูลเก่าๆ หรือหนังสือพิมพ์ฉบับหลักๆ คุณจะเห็นว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาหรืออาจนานกว่านั้น เมื่อไทยมีรัฐบาลชุดต่างๆ ที่นำโดยพรรคการเมืองแตกต่างกันไป คุณจะเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ก็เคยมีถ้อยแถลงที่แสดงความกังวลต่อการปฏิบัติหรือนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นก็แสดงความไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยหรือไม่รับฟังเช่นกัน”

อัครราชทูตปีเตอร์ เฮย์มอนด์ วัย 56 ปี แสดงความเห็นใจต่อสถานการณ์นี้ แต่การที่ท่านมีความเข้าอกเข้าใจในการเมืองไทยนั้นเกิดจากการเมืองในประเทศของท่านเอง

“การที่ผมเข้าใจสถานการณ์การเมืองของไทยเกิดจากการที่ผมตระหนักว่าพวกเราในสหรัฐฯ เองก็มีปัญหาที่เกิดจากความเห็นต่างอย่างที่คุณคงได้เห็นจากพาดหัวข่าวทั้งหลายแล้วเช่นกัน บ่อยครั้งเป็นความเห็นที่แตกต่างกันมากเกี่ยวกับรัฐบาลและบางครั้งก็แสดงออกด้วยภาษาที่รุนแรงทีเดียว ส่วนเรื่องหลักการที่ผมพูดถึง เราเองก็พยายามสนับสนุนหลักการในประเทศของเราด้วย เราไมได้ประสบความสำเร็จเสมอไปดังที่คุณคงได้เห็นจากหนังสือพิมพ์แล้ว มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายแห่งภายในประเทศของเราที่ทำให้เราต้องพยายามมากขึ้นเพื่อนำหลักการการปกครองที่ดี ที่เราพยายามส่งเสริมในประเทศของเราและในประเทศทั่วโลกมาใช้เองด้วย”

คุณปีเตอร์บอกว่าสิ่งที่ท่านตั้งใจมุ่งเน้นในการปฏิบัติหน้าที่ที่นี่คือ พยายามมีความชัดเจนเมื่อมีถ้อยแถลงใดๆ และเน้นย้ำความสำคัญของสัมพันธภาพที่ยาวนานระหว่างไทยและสหรัฐฯ ท่านกล่าวว่า ความจริงแล้ว ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ค.ศ. 1830 คือสิ่งที่ท่านจำไว้เสมอทุกครั้งที่ท่านพำนักในเมืองไทย รวมถึงช่วงวัยเด็กของท่านซึ่งท่านจำได้ว่าไทยและสหรัฐฯ ปฏิบัติการร่วมกันในสงครามเวียดนาม

ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา ความมั่นคง/กลาโหม หรือการบังคับใช้กฎหมาย ไทยเป็นที่ตั้งของสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย (ILEA) สาขาหนึ่งในจำนวนห้าสาขาทั่วโลกและเป็นสาขาเดียวในเอเชีย ที่สถาบัน ILEA ในไทย ผู้สอนที่สหรัฐฯ จัดหามา และผู้เข้าอบรมที่มาจากกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆ อีกสองสามประเทศ จะทำงานร่วมกันในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ ปัญหาผู้ก่อการร้าย และการตรวจสอบด้านนิติเวชหลังเหตุระเบิด นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยอย่างไร

“ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหรัฐฯ กับรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลดำเนินมาอย่างมีประสิทธิภาพมากนานถึง 200 ปี” คุณปีเตอร์กล่าว “ในช่วงเวลาเหล่านี้ ไม่ว่าไทยจะอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร มีประชาธิปไตย หรืออยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในปัจจุบัน สิ่งที่ผมต้องการทำเป็นพิเศษเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของท่านเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ ก็คือ เพิ่มความตระหนักรู้ในหมู่ชาวไทยและชาวอเมริกันเกี่ยวกับผลพวงและประโยชน์มากมายที่เกิดจากความร่วมมืออันยาวนานระหว่างประชาชนของเราทั้งสองประเทศ”

คุณดุษฎี ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาไทย และขณะนี้ทำงานเป็นนักเขียนและนักแปลอิสระหยอกล้อสามีของเธอที่ใช้โทนเสียงไม่ถูกต้อง เธอล้อว่าเมื่อกี้คุณปีเตอร์พูดภาษาลาวไม่ใช่ภาษาไทยความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองเป็นเพียงภาพเล็กๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และไทย และการได้มีโอกาสฝึกฝนภาษาไทยและลาวคือข้อดีอย่างหนึ่งในหลายๆ ข้ออย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในระดับเล็กหรือระดับใหญ่ เราก็หวังว่าเราจะพบกับอนาคตที่สดใสและราบรื่นด้วยกัน ดังที่คุณปีเตอร์สรุปไว้ในตอนท้ายว่า “ผมพูดอย่างไม่ต้องลังเลเลยว่ารัฐบาลและประชาชนสหรัฐฯ มีความปรารถนาดีต่อประเทศไทย สำหรับเราแล้ว เราจะพยายามแสดงออกถึงท่าทีของเราที่มีต่อไทยด้วยการแสวงหาความร่วมมือ วิธีนี้แม้จะประสบความสำเร็จมาช้านาน แต่ก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่มีปัญหาบ้าง และเราจะฟันฝ่าช่วงเวลาครั้งนี้ให้ได้อีกเช่นกัน”

This article was originally published in English in Bangkok Post issue dated September 12, 2016. It was translated and reproduced with permission.